อีกหน่อยน่ะ ..
จากใจเลยค่ะ ...
วิเคราะห์ตนเอง
วันที่สามแล้วนะ
วันที่สอง .. ฉลองวันเกิด
วันแรก
ยอมแพ้
แต่งงานกันไหม?
แจ๊กพอต (ตา) แตก !!
what are your names??
...
น้ำตาซึม ..
dont be surprised ..
friday
014 เปลี่ยนชื่อ .. ชีวิตเปลี่ยน ?
013 ** สวดมนต์เสร็จได้ยินเสียง สวดมนต์ดังคลอๆ
012 ผู้เดียว
011 ไม่มีใครซักคน
010 ขอพรอย่างไรดี
009 อย่าคิดมาก
008 ขี้เกียจสิ สบายดีนะ
007 สำออย
006 ปัญญานำ
005 ฝึกดี ไม่กลัวตาย
004 คนในอยากออก ...
003 เหตุแห่งปัญหา เหตุแห่งทุกข์
002 ยอมกอดหนาม เพราะความเหงา
001
รวมญาติ
siam society
ให้เธอ..
jot it down ..
I love the whole world ...
The world is just AWESOME !!
ไม่ได้เข้มแข็ง
downturn ..
ฮ่วยยยยยยย
arai arai kor ---
อ่านไม่แตก ...
Kwang
p'Ple
Ploy
p'Ni
p'Dew






 

“อย่าคิดมาก” 
กล่องไม้

สมัยนี้คนเราเครียดกันเยอะมาก และเยอะขึ้น 
ส่วนใหญ่มาจากเรื่องคิดไม่ตก หาทางออกไม่เจอ 
แถมยิ่งคิดยิ่งเครียดหนักเข้าไปอีก เหมือนพายเรือในอ่าง 
ว่างเมื่อไหร่เรื่องกลุ้มๆเป็นได้ผ่านกลับเข้ามาให้รกสมอง ก่อเกิดเป็นอาการทางใจบ้างทางกายบ้าง 
สั่งสมมากเข้าๆก็กลายเป็นคนที่มีจิตหดหู่ได้ง่ายๆ มองโลกในแง่ร้ายบ่อยๆ บางทีก็อยากคิดสั้นมันซะเลย

เมื่อก่อนฉันเองก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ 
คิดโน่นคิดนี่ คิดมาก คิดเรื่อยเปื่อย คิดไม่หยุด จนกระทั่งนอนไม่หลับเพราะคิดอยู่นั่นแหละ 
หรือแทบจะไม่เคยไม่ฝันเลย เพราะฟุ้งซ่านขนาดหนักนี่เอง 
จนรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน และพยายามหาหนทางที่จะหยุดคิดให้ได้ แต่ก็ไม่เจอหนทาง 
ได้แต่ตะเกียกตะกายตามสติปัญญาอันน้อยนิดที่มีด้วยการบอกตัวเองให้หยุดคิด เลิกคิด 
แต่ก็นั่นแหละ มันก็ไม่หยุดคิดอยู่ดี

แต่เดี๋ยวนี้ฉันเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่แล้ว 
ฉันคิดน้อยลงกว่าเดิมเยอะ หลังจากที่ฉันได้รู้จักการเจริญสติจากหลวงพ่อปราโมทย์ 
เลยไม่ต้องทนทุกข์กับความคิดที่ตัวเองปรุงแต่งขึ้นเอง(ทั้งนั้น)มากเหมือนก่อน 
ตราบเท่าที่จะรู้ตัวได้ และรู้ตัวเป็น

ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟังนะคะ 
อย่างเช้าวันหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหดหู่ เครียดจัด (เดาว่าคงมาจากการสั่งสมนิสัยคิดมากของฉันเอง เลยมีจิตแบบนี้ง่าย)

รู้สึกเป็นทุกข์อยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งได้ยินใจมันบอกขึ้นมาว่ามันเป็นสภาวะอย่างนึง 
แต่มันเป็นสภาวะที่เราไม่ชอบ ใจก็เลยดิ้นรน เป็นทุกข์ขึ้นมา

ก็เลยดูความรู้สึกหดหู่แย่ๆนั่นไปเฉยๆ สักแต่ว่ารู้ความรู้สึกนั้น

แป๊บเดียว จิตหลุดออกจากความรู้สึกหดหู่ที่ว่านั่น  
ได้ความรู้ขึ้นมาว่ามันไม่ได้มีความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ  
หรือว่าเราเก่งกาจดับความหดหู่ได้ 
เพียงแต่มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ง่ายๆที่ว่า 
"เหตุดับ ผลก็ดับ"

พูดง่ายๆก็คือ เราไม่ได้ไปคิดต่อเมื่อเกิดความรู้สึกหดหู่ขึ้นมา 
พอความหดหู่ไม่มีความคิดชวนหดหู่เสริมเติมกำลังให้มันกล้าแข็ง มันก็เลยแป๊กหมดแรงไปเฉยๆ

ทำให้คิดถึงสมัยก่อนที่จะได้รู้จักการเจริญสติ 
ตอนนั้นเป็นคนคิดมาก มากๆเลย เพื่อนก็บอกว่า "อย่าคิดมาก" 
ไอ้เราก็รู้สึกว่าพูดน่ะมันง่าย แต่ทำได้ง่ายๆซะที่ไหน  
ถ้าห้ามใจไม่ให้คิดมากได้ก็คงไม่ต้องทุกข์ใจแล้วล่ะ

แต่คิดให้ดี ประโยคหลังนี้ก็บ่งบอกอยู่ว่าคนเราทุกข์ใจก็เพราะ "คิดมาก" นั่นเอง 
และอีกอย่างการห้ามใจไม่ให้คิดมากก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้จริงๆ 
เพราะใจจะไปคิด มันห้ามไม่ได้ 
แถมใจเองก็มีหน้าที่คิดเสียด้วย

แต่เราสามารถ "รู้" สภาวะที่เกิดกับใจได้ 
พอรู้ทันก็เกิดการ "ขาดช่วง" ของความคิด

ความคิดขาดช่วง ก็เหมือนไฟขาดเชื้อเพลิงต่อให้ไฟลุกไปช่วงหนึ่ง 
ยิ่งรู้บ่อย ความคิดก็ยิ่งขาดๆๆๆไปเรื่อย  
เราจะยิ่งเห็นว่าความคิดก็สักแต่ความคิด แล้วไงล่ะ

ที่เราไปทุกข์ก็เพราะความคิดที่เราปรุงมันขึ้นมา 
ให้มันไปเป็นเชื้อเพลิงต่อความทุกข์ที่ใจเข้าไปรับรู้ 
ก็ทุกข์ไปเรื่อยๆตราบเท่าที่ไม่เห็นทันว่าใจคิด และใจปรุงแต่งไปเรื่อยๆ 
กระทั่งบางคนคิดไปไกล เตลิดถึงขนาดอยากคิดสั้นให้รู้แล้วรู้รอด 
เพียงเพราะไม่รู้เท่าทันเหตุง่ายๆใกล้ตัว คือ ใจของตัวเองนั่นเอง

เพราะอย่างนี้เองพุทธศาสนาถึงได้สอนให้เรียนรู้กายใจของตัวเอง 
ความทุกข์ไม่ได้เกิดที่อื่น แต่เกิดที่กายใจของเรานี้ 
และความทุกข์ก็ดับตรงที่กายที่ใจของเรานี้เองอีก

ตรงที่เราเห็นมันดับ เราถึงได้เห็นธรรมะ 
ว่าที่แท้ "ธรรมะเป็นของใกล้ตัว" ขนาดไหน 
และความสุขอื่นที่เราเคยๆวิ่งไล่หามัน 
มันก็ไม่อาจเทียมเทียบความสุขแห่งความสงบของใจที่ไม่ดิ้นรนได้เลย

ธรรมะ คือ ธรรมดา 
แต่ความธรรมดานั้นก็แฝงความอัศจรรย์อยู่ 
ยิ่งเห็นความธรรมดาของกายใจเท่าไหร่ 
ก็ยิ่งเห็นทางรอดจากกองทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

     Share

<< 008 ขี้เกียจสิ สบายดีนะ010 ขอพรอย่างไรดี >>

Posted on Mon 8 Mar 2010 17:47
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh