กระจกส่องใจ
ผู้หญิงเรื่องเยอะ ..
his dream
อีกหน่อยน่ะ ..
จากใจเลยค่ะ ...
วิเคราะห์ตนเอง
วันที่สามแล้วนะ
วันที่สอง .. ฉลองวันเกิด
วันแรก
ยอมแพ้
แต่งงานกันไหม?
แจ๊กพอต (ตา) แตก !!
what are your names??
...
น้ำตาซึม ..
dont be surprised ..
friday
014 เปลี่ยนชื่อ .. ชีวิตเปลี่ยน ?
013 ** สวดมนต์เสร็จได้ยินเสียง สวดมนต์ดังคลอๆ
012 ผู้เดียว
011 ไม่มีใครซักคน
010 ขอพรอย่างไรดี
009 อย่าคิดมาก
008 ขี้เกียจสิ สบายดีนะ
007 สำออย
006 ปัญญานำ
005 ฝึกดี ไม่กลัวตาย
004 คนในอยากออก ...
003 เหตุแห่งปัญหา เหตุแห่งทุกข์
002 ยอมกอดหนาม เพราะความเหงา
001
รวมญาติ
siam society
ให้เธอ..
jot it down ..
I love the whole world ...
The world is just AWESOME !!
ไม่ได้เข้มแข็ง
Kwang
p'Ple
Ploy
p'Ni
p'Dew






 

คืออยากจะแชร์เรื่องทีได้ประสบมาค่ะ

เป็นคนชอบสวดมนต์มาตั้งแต่ปีก่อน คืออยู่ดีก้อหันมาทางด้านนี้เอง ชอบอ่านหนังสือธรรมะ สวดมนต์
และเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำสมาธิ ปฏิบัติเองที่ห้องพระที่บ้าน บ้าง ที่ห้องนอนบ้าง ประจำ
สวดที่ปกติจะสวดก้อ บทสวดบูชาพระรัตนตรับ กราบพระรัตนตรับ ไตรสรณคมน์ ถวายพรพระ ชินบัญชร พาหุง คาถาพระแม่กวนอิม อโหสิกรรม แผ่เมตตา แบบนี้คะ

แล้วมาปีนี้ คือมะเดือนก่อนมีอุบัตเหตุนิดหน่อยทำให้นิ้วขาต้องเข้าเฝือกเลยไม่อยากไปไหน
อยู่บ้านมากขึ้นเลยได้มาปฏิบัติมากกขึ้น คือมาเริ่มหัดสวด คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก
เมตตากะระณียะสูตร และ ปริต ต่างๆ ค่ะ <และทุกครั้งที่สวดมนต์ ในห้องพระหรือห้องนอน จะ
เปลี่ยนเป็นผ้านุ่งขาวให้ดูเรียบร้อยค่ะ >

ตั้งแต่อาทิตก่อน พอสวดเสร้จก่อนนอน  ในห้องนอนก้อจะได้ยินเสียงคลอๆ ยังไม่ชัดนะคะ จับไมได้ว่า
เป็นประโยคอะไร แต่คลอๆมาประกอบเสียงเพลงคะ ก้อนึกว่าหูอื้อ
วันก่อมาก้อเป็นอีก ต่อมาๆ ทุกคืนก้อเป็นอีก ปกติเราจะสวดประมาณห้าทุ่มข้ามเที่ยงคืนไปจึงจะจบคะ
จนวันเสาร์ที่ผ่านมาได้เข้าห้องพระ สวด ชุมนุมเทวดา เสร็จก้อต่อด้วยที่กล่างมาข้างต้นทั้งหมดคะ
แล้วก้อทำสมาธิในห้องพระ คราวนี้ได้ยินชัดเจนเป็นคำๆเลยคะ เป็นบทสวดมนต์ที่ไม่คุ้นหู
และเราเป็นคนที่กำหนดจิตไม่เก่ง พอไดยินปั๊บเริ่มตกใจ จิตเลยออกนอก แล้วก้อไม่มีสมาธิอีกเลย

มาวันอาทิตที่ผ่านมาได้พาคุณแม่ น้องและหลานไปตักบาตรที่วัดแถวบ้านเสร็จได้ซีดีหลวงพ่อมาฟังก้อฟังตลอดทางขับรถ
ตกตอนกลางคืนก้อ สวดมนต์เหมือนปกติก่อนนอน สวดยังไม่ได้ขออโหสิกรรม แผ่เมตตานะคะ
ได้ยินเลยคะ เสียงสวดมาอีกแล้ว เราเลยยกมือ กล่าวว่า ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้ยินเสียงนี้
เท่านั้นเองคะ เสียงดังขึ้นทันที จากที่คลอๆยังจับเป็นคำๆชัดเจนไมได้ ก้อดังขึ้นจนเราตกใจ
ดังจน ฟังได้เป็นประโยค และรู้ทักทีว่า ที่ได้ยินคือบท สัพพี เราก้อเลยยกมือขึ้น ทันที
เสียงสวดนี้ดังให้เราได้ยินชัดเจนอยู่ประมาณ สามรอบ จนค่อยๆเบาไป เราจึงได้สาธุสาธุสาธ

=== ไม่คิดว่าจะได้ยินชัดเจน ขนาดนี้ === ขนลุกซู่ น้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัวเลยคะ

รบกวนถามท่านผู้รู้หน่อยสิคะ
ว่าเสียงที่ได้ยินใช่เสียงเทวดาใช่ไหมค่ะ
เป็นเสียงคล้ายผู้หยิงเล็กๆ หลายๆเสียง สวดมาแบบนิ่มๆ สบายๆ ฟังแล้วเพลินหูค่ะ

ก่อนหน้านี้เป็นคนเชื่ออยู่แล้วว่า สิ่งศักสิทธิ์มีจริง เวรกรมมีจริง
แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ยินเสียงแบบนี้กับตัวเอง

****

ถ้าเสียงนั้นเป็นสื่อให้เราศรัทธาเกิดกำลังใจ เร่งภาวนาในทางที่ตรงที่ถูก ก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ
แต่ถ้ามันมีสิ่งใดที่แปลกปลอม ล่อจิตเราให้วิ่งตามไปมากกว่านั้น
ทำให้เราครุ่นคิด คำนึง อยากได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน เพิ่มพูนมากขึ้น
ก็จะทำให้เราเสียเวลากับสิ่งข้างทาง ทำให้การภาวนาก้าวเดินไปอย่างเนิ่นช้าค่ะ


ไม่ว่าสิ่งที่เราเห็น เสียงที่จิตเราได้ยิน จะเป็น "อะไร" ก็ตาม
มันก็คือ สิ่งที่ถูกรู้ ค่ะ ซึ่งเมื่อถูกรู้ แล้วก็จะดับไป อันเป็นธรรมชาติ ธรรมดา
ดังนั้น เมื่อรู้แล้วปล่อย รู้แล้ววางลงค่ะ จิตเราก็จะก้าวไปอีกขั้น

เพราะถ้าเราไปจับยึดไว้ แล้วสงสัยใคร่สืบหา จิตของเราก็จะวนอยู่ใกล้ เกิดอุปทานที่มากขึ้น
ซึ่งนอกจากนี้ อาจจะมีพัฒนาการอย่างอื่นที่ตามมาอีก นอกเหนือจากเสียงสวดมนต์
เพราะจิตเราเปิดรับคลื่นจิตภายนอก

ถ้าคุณเพ่งจิตอยากรู้ อยากเห็น อยากได้ยินต่อเนื่องไป
คุณก็จะได้รู้ได้เห็นเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ

จิตจะเกิดวิวัฒนาการสร้าง รูป เสียง กลิ่น รส ขึ้นมา
ตามความต้องการเรื่อยๆ  เหมือนการที่วิ่งไล่ตะครุบเงาตัวเอง
เกิดอุปทานความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เสมือนจับต้องได้


ขอแนะนำให้เจริญสติในระหว่างวันให้มากขึ้น
ทั้งเวลาเดิน ยืน นั่ง นอน หายใจเข้า หายใจออก
ก็ขอให้สติรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่

เมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์อีก ก็ขอให้หยุดแค่การได้ยินนั้น
เป็นเพียงผู้ดู ผู้รู้ ด้วยจิตที่เป็นกลาง
ไม่ปรุงแต่งว่าจะชอบ หรือไม่ชอบ
ลองดูอยู่เฉยๆ โดยไม่มีปฏิกริยาใดตอบโต้
ดูว่า เสียงดังกล่าว จะปรากฏอยู่นานเพียงใด
ถ้าเราไม่ใส่ใจ หรือให้ความสำคัญมั่นหมาย

เรื่องของนิมิตนำมาให้พิจารณาเพิ่มเติมค่ะ

         นิมิต มีความหมายได้หลายประการ เช่นหมายถึง อาการเชิญชวนให้เขาถวาย,  เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนด ในการเจริญกรรมฐาน,  ภาพหรือสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติพระกรรมฐาน  แต่ในที่นี้จะเน้นกล่าวถึง นิมิต อันเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกรรมฐาน คือ สิ่งที่ปรากฎหรือแสดงขึ้นเฉพาะตน ให้รับรู้ อันเกิดแต่ใจหรือสัญญาของนักปฏิบัติเป็นปัจจัยสำคัญ

          ดังนั้นเมื่อได้กล่าวถึงเรื่องฌาน,สมาธิไปโดยละเอียดแล้ว จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงนิมิต อันมักจะเป็นผลข้างเคียงหรือเครื่องเคียงที่มักเกิดร่วมด้วยเสมอๆ  และจัดได้ว่าเป็นบ่วงมารอันหนึ่ง
กล่าวคือถ้าไปอยากหรือไปยึดด้วยเหตุผลกลใดก็ตามทีในนิมิต ก็จัดว่าเป็นบ่วงมารทันที ซึ่งจักผูกมัดสัตว์ไว้ไม่ให้เห็นธรรม กล่าวคือ เกิดวิปัสสนูปกิเลส จัดอยู่ทั้งในข้อโอภาส,ญาณและอธิโมกข์ฯ.

         ซึ่งเมื่อเกิดกับผู้ใดแล้วก็จะน้อมเชื่อ,น้อมใจอยากด้วยอธิโมกข์จนถอดถอนไม่ออก  แม้อธิบายอย่างไรก็ไม่ยอมฟังไม่ยอมเชื่อ เพราะตัวตนเองเป็นผู้เห็น, ผู้ทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง จึงน้อมเชื่ออย่างรุนแรงด้วยอัตตา  ต้องให้เกิดปัญญาพิจารณาเห็นด้วยตนเอง จึงจะสามารถถอดถอนความเชื่อความคิดเห็นผิดในนิมิตได้ดี   จึงจำเป็นต้องกล่าวเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกันไว้บ้าง เพราะจำเป็นต้องผ่านคือเกิดขึ้นในที่สุดนั่นเอง

        นิมิตอันเกิดแต่การปฏิบัติพระกรรมฐาน  ผู้เขียนขอจำแนกแตกธรรมออกเป็นไปใน ๓ ลักษณะใหญ่ ที่มักเกิดขึ้นทั่วไปเสมอๆ ในการปฏิบัติ หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันในผู้ที่มีความชำนาญ มีดังนี้

        รูปนิมิต หมายถึง การเห็น ภาพ อันปรากฏขึ้นเฉพาะแก่ผู้ปฏิบัตินั้นๆ อันเกิดแต่ใจหรือสัญญาของนักปฏิบัติหรือผู้เจริญกรรมฐานเป็นสำคัญ เช่น การเห็นภาพอดีต อนาคต  หรือเห็นภาพในสิ่งที่อยากเห็น เช่น เทวดา ผี นรก สวรรค์ วิมาน พระอรหันต์ ครูบาอาจารย์ แม้แต่พระพุทธเจ้า หรือโอภาสการเห็นเป็นแสง,สีต่างๆอันล้วนน่าพิศวงชวนให้ตื่นตาเร้าใจ  จึงมักอธิโมกข์น้อมเชื่ออย่างงมงายด้วยอวิชชาอันมีมาแต่การเกิดเป็นธรรมดา   หรือการเห็นภาพที่ปรากฏเฉพาะขึ้นของนักปฏิบัติในสิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์, กสิณ หรือบริกรรมจากการปฏิบัติภาวนา

        เสียงนิมิต  การได้ยินเป็นเสียง อันเกิดแต่ใจหรือสัญญาของนักปฏิบัติเป็นเหตุหรือเป็นสำคัญ  เช่น เป็นเสียงเตือนระวังอะไรๆ  เสียงสั่งสอน  เสียงเทพ  เสียงผีเสียงปีศาจ  เสียงระฆัง  เสียงกลอง  เสียงสวดมนต์  เสียงพูดต่างๆ  เสียงคนพูดบอกกล่าวต่างๆ  แม้แต่เสียงในใจจากผู้ที่พบปะ ฯ. แล้วย่อมน้อมเชื่ออย่างรุนแรงด้วยอธิโมกข์ เพราะอวิชชาเป็นเหตุ

        นามนิมิต   เป็นความคิดหรือความรู้ที่ผุดแสดงแวบปิ๊งขึ้นในใจ อันมักเกิดแต่ใจหรือสัญญาของนักปฏิบัติที่ไปพัวพัน  แต่มิได้เกิดแต่ปัญญาไปเห็นความจริง เช่น เกิดความคิดความเข้าใจในเรื่องราวที่หมกมุ่นพิจารณา หรือศึกษา หรืออยากรู้ หรือเป็นความรู้ในธรรมต่างๆนาๆที่พิจารณา ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้ แต่มักจะผิดถ้าไม่ได้เกิดแต่การพิจารณาโดยปัญญา  อย่างถูกต้อง และเมื่อบังเอิญเกิดถูกต้องขึ้นบ้าง ก็กลับเป็นบ่อเกิดของอธิโมกข์อย่างแรงกล้า

        นิมิตเหล่านี้ มักเกิดขึ้นในภาวะของภวังคจิตที่จะกล่าวในลำดับต่อไป  จิตจึงเกิดการอธิโมกข์น้อมเชื่ออย่างรุนแรงแต่เป็นไปอย่างผิดๆหรือขาดเหตุผล  จึงยังให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสในข้อญาณ คือมิจฉาญาณ คือไปยึดไปเข้าใจว่าความเข้าใจเหล่านั้นเป็นไปอย่างถูกต้องแน่นแฟ้นด้วยอธิโมกข์เป็นเครื่องหนุน

        บางครั้งยังเกิดนิมิตทางจมูกก็ยังมี คือ ได้กลิ่นอันเกิดแต่ใจตนเป็นเหตุ ก็ยังมีได้ ฯ.

        อนึ่งเป็นสิ่งที่น่ารู้ไว้อย่างยิ่งว่า นิมิต นั้นเมื่อปฏิบัติไปแล้วจนเกิดการสั่งสม ความชำนาญขึ้น  บางครั้งนิมิตก็เกิดขึ้นในวิถีจิตหรือวิถีชีวิตปกติได้เช่นกัน กล่าวคือเมื่อเคยเกิดนิมิตขึ้นในขณะปฏิบัติแล้ว ซึ่งแรกๆก็มักเกิดขึ้นจากการปฏิบัติพระกรรมฐานโดยตรง แล้วเกิดนิมิตขึ้น  จนเกิดนิมิตต่างๆชำนาญขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อสั่งสมได้ระยะหนึ่งจนเกิดความชำนาญจึงอาจเกิดนิมิตได้แม้ในยามวิถีจิต(วิถีชีวิตที่มีการรับรู้ตามปกติ)นี่เองเมื่อน้อมนำหรือถูกกระตุ้นเร้าขึ้น จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี และมักเข้าใจกันไปว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จึงพาให้ทั้งตนเองและผู้อื่นพากันไปหลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำในสิ่งที่เห็น,ที่เข้าใจไปนั้นๆ ด้วยอวิชชานั้นแล

     Share

<< 012 ผู้เดียว014 เปลี่ยนชื่อ .. ชีวิตเปลี่ยน ? >>

Posted on Mon 8 Mar 2010 17:44
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh