กระจกส่องใจ
ผู้หญิงเรื่องเยอะ ..
his dream
อีกหน่อยน่ะ ..
จากใจเลยค่ะ ...
วิเคราะห์ตนเอง
วันที่สามแล้วนะ
วันที่สอง .. ฉลองวันเกิด
วันแรก
ยอมแพ้
แต่งงานกันไหม?
แจ๊กพอต (ตา) แตก !!
what are your names??
...
น้ำตาซึม ..
dont be surprised ..
friday
014 เปลี่ยนชื่อ .. ชีวิตเปลี่ยน ?
013 ** สวดมนต์เสร็จได้ยินเสียง สวดมนต์ดังคลอๆ
012 ผู้เดียว
011 ไม่มีใครซักคน
010 ขอพรอย่างไรดี
009 อย่าคิดมาก
008 ขี้เกียจสิ สบายดีนะ
007 สำออย
006 ปัญญานำ
005 ฝึกดี ไม่กลัวตาย
004 คนในอยากออก ...
Kwang
p'Ple
Ploy
p'Ni
p'Dew






 

 

กลับมาแล้ว หลังจากไปปฏิบัติวิปัสนามา 8 วัน 7 คืน

นั่งนิ่งๆอยู่ 1 วันเพื่อเรียบเรียงความคิด

ก็จะขอบันทึกไว้เท่าที่พอจะนึกได้แล้วกัน ..

 

คืนวันที่สี่เมษา ก็นั่งสะสางอะไรหลายๆอย่างหน้าจอคอมพ์จนเกือบตีสอง

แล้วตื่นตีห้าครึ่ง อาบน้ำ แต่งตัว นุ่งขาว ห่มขาวพร้อม

ออกจากบ้านหกโมงครึ่ง มีพ่อ-แม่ ขับรถไปส่ง

 

ไปถึง รับกระดาษข้อตกลงมาอ่าน มีทั้งหมด 10 ข้อ

ก็ประมาณว่า ต้องอยู่ให้ครบ ไม่กลับก่อน / ต้องปิดวาจา / ต้องฝากมือถือไว้ ...

ไม่มีปัญหา ก็เซ็นชื่อ แล้วเข้าแถวฝากโทรศัพท์

แล้วก็รอหมายเลข ให้ไปรายงานตัว เสร็จก็ไปลงทะเบียนห้องพัก

 

ได้เลขที่เตียงนอนแล้วก็เดินถือกระเป๋าขึ้นไปรอบแรก ลงมาเอาผ้าห่มอีกรอบที่รถ

ตั้ง GPS ให้แม่ขับรถกลับบ้าน แล้วก็ขึ้นไปห้องนอนอีกครั้ง

ได้ห้อง 2210 เตียงที่ 21 โชคดีมาก อยู่ในตำแหน่งที่กำลังเหมาะสมเลย

 

ลักษณะเตียงนอนจะเป็นเตียงสองชั้น มีฝูกไม่หนา แต่นุ่ม มีหมอนที่เป็นหนังเทียม (ดี สะอาดดี) ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มที่ทำความสะอาดแล้วใส่ไว้ให้ในถุงซักรีดอย่างดี เราต้องจัดการปูผ้าปูเอง

ห้องนึงแบ่งออกเป็น 2 ล็อค ล๊อคละ 4 เตียงสองชั้น (เท่ากับ 8 เตียง) โดยที่แต่ละหัวเตียงก็จะมีตู้เก็บของขนาดกำลังพอดีๆ มีกุญแจล๊อคเรียบร้อยดี

ห้องนี้อยู่ได้ประมาณ 60 คน มีแอร์สองตัว พัดลมใหญ่สองตัว มีห้องน้ำ และห้องอาบน้ำพร้อม ทั้งหมดประมาณ 10 ห้องได้ มีที่ตากผ้าเพียงพอ มีนาฬิกาติดฝาผนังไว้ให้

เก้าโมงครึ่ง ได้เวลาขึ้นไปห้องปฏิบัติ (ห้องแอร์ นั่งกับพื้น แต่มีเบาะรองนั่ง) ฟังระเบียบการ ฟังโอวาท แล้วก็ได้เวลาทานข้าวเที่ยง

ออกมานอกห้องจะมีน้ำดื่มที่ติดหมายเลขไว้ให้คนละขวด ขวดนี้จะให้เป็นขวดประจำตัวจนถึงวันที่แปดเลย

อาหารเป็นถาดหลุม อาหารมังสวิรัติ หยิบมาแล้วก็เดินไปนั่งด้านในสุดก่อน คนหลังๆจะได้มีที่นั่ง แล้วเริ่มทานข้าว

ทานเสร็จแล้ว เดินเอาจานไปเทเศษอาหาร ไม่ต้องล้างเอง

นี่แหละ คือเหตุผลที่เรามาที่นี่

 

โอเค ใช่ เราติดสุข .. ก็เกิดมาไม่เคยลำบากหนิ ช่วยไม่ได้ .. หึๆ

แต่นี่มันก็คือ personal opinion ของเรา ว่าการมาปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นจะต้องทำตัวให้ลำบาก เพราะเราจะได้โฟกัสไปที่การปฏิบัติเพียงอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นมาให้ขุ่นข้องหมองใจ ไม่มีอะไรมาเป็นข้ออ้าง ไม่ใช่ว่า จะนั่งสมาธิ แต่ต้องมากังวลกับแมลงที่คอยมาตอมหึ่งๆบนหัว ยุงที่คอยมากัดให้ขึ้นเป็นตุ่มๆ หรือการเดินจงกรมเท้าเปล่าบนพื้นดินเปียกๆ ให้คอยกังวลว่ากางเกงขาวจะเปื้อน (เคยมาแล้วทั้งนั้น)

ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของที่นี่ ว่า เค้าจะทำให้เราทุกอย่าง หน้าที่ของเรามีเพียงอย่างเดียว คือ ตั้งใจปฏิบัติ

 

เสร็จแล้วบ่ายโมง ขึ้นไปเริ่มเดินจงกรมขั้นที่หนึ่ง : ขวาย่างหนอ และซ้ายย่างหนอ

เดินช้าๆให้จิตรับรู้อาหารเคลื่อนไหวของเท้า อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด

วิทยากรเน้นว่า เดินจงกรมแล้วได้บุญ .. แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ

 

เรามาปฏิบัติธรรม หวังพัฒนาจิตเป็นหลัก

หากจะได้บุญมาเป็นของแถม ก็ไม่ได้ว่าอะไร

 

แต่เราก็เข้าใจเค้าแหละ คนเรานะ ทำอะไร ย่อมต้องหวังผลตอบแทน แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ก็ตาม .. ก็คงต้องมีกุศโลบายหลอกล่อกันหน่อยล่ะ ..

 

บุญจากการเดินจงกรม ได้มาจากอะไร?

กังวลนิดหน่อย ว่าคนบางกลุ่มที่ไม่รู้แจ้ง จะเข้าใจไขว้เขว ว่าแต่มาเดินๆช้าๆก็เก็บแต้มบุญได้แล้ว

ก็ขออนุญาตอธิบายไว้ตรงนี้ละกันว่า ถ้าบุญจะเกิด มันไม่ได้เดินจากการพูดยานคาง ยกเท้าช้าๆ เดินไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบันหรอกนะ ..

เดินไปแล้วรำคาญคนข้างหน้า มันก็คือโทสะ (ความโกรธ)

เดินไปแล้ว คิดถึงแฟน คิดถึงลูก คิดถึงละครหลังข่าว มันก็คือโมหะ (ความหลง)

หรือ เดินๆไป แล้วตั้งใจเต็มที่ เพราะอยากได้บุญ มันก็ยังเป็นโลภะ (ความโลภ)

 

คุณต้องเดินด้วยจิตที่อยู่กับปัจจุบัน ไม่คิดอะไรอื่น นอกจากรับรู้อาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อไหร่ที่ปราศจากความคิดทั้งอดีต และอนาคต เมื่อนั้นแหละ ผลบุญจะบังเกิด

รู้ ว่ายังมีคนอีกมากมายที่ไม่เข้าใจในพระธรรมอย่างถ่องแท้ หาทางลัดต่างๆเพื่อสะสมแต้ม รอแลกพ้อยต์ .. ก็อยากจะบอกว่า ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ

คุณมาเดินๆ จงกรม มานั่งๆสมาธิ หากไม่อยู่กับปัจจุบัน มันก็แค่เหมือนกับว่า คุณมาเปลี่ยนที่นอนเท่านั้นเอง

แต่จะให้ไปอธิบายรายคน ก็จนปัญญา ...

 

ความรู้สึกกับการเดินจงกรมครั้งแรก

ไม่ชอบ ..

ไม่ชอบที่จะต้องมาทำเสียงยานๆ ขวา..... ย่างงงงงงง ... หนออออออออ เพราะเราเป็นคนไม่ชอบออกเสียง (ไปคาราโอเกะยังนั่งร้องเพลงในใจน่ะ) จึงทำปากขมุบขมิบไปเรื่อย เพราะช่วงนี้ วิทยากรจะเดินดูบ่อยมาก

ก็ตั้งใจมั่ง หลุดมั่ง เผลอคิดเรื่องอื่นมั่ง .. ผลมาจากการไม่ชอบคำบริกรรมนี่แหละ

เดินซักครั้งชั่วโมง ก็เปลี่ยนมานั่งสมาธิ

 

เอาอีกแล้วอิฉัน ...

มือแตะกันปุ๊บ น้ำตาไหลพรากๆๆๆๆ ... ตัวปีติมันมาอีกแล้ว

นั่งปาดน้ำตา สมาธิไม่ได้มีมันเลย

นั่งปรับอารมณ์ซักพัก ถึงได้เริ่มดิ่งลงสู่สมาธิ คราวนี้ลึกเลย ไม่มีนิมิตบ้าบออะไรโผล่มาด้วย แอบดีใจ

ถึงเวลาออกสมาธิ ก็แผ่เมตตา บริการคอ หลัง ไหล่ แล้วฟังธรรมบรรยาย

 

ห้าโมง ลงไปทานข้าว อาบน้ำ สดชื่นนน

หกโมง ขึ้นไปทำวัตรเย็น เดินจงกรมต่อ 45 นาที แล้วนั่งสมาธิ ครึ่งชั่วโมง แผ่เมตตา ฟังธรรมบรรยาย

ฟังวิทยากรตอบคำถาม .. สามทุ่มกว่าๆ เข้านอน

หลับปุ๋ยเลย ...

 

 

 

 

     Share

<< ยอมแพ้วันที่สอง .. ฉลองวันเกิด >>

Posted on Tue 13 Apr 2010 22:14
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh