กระจกส่องใจ
ผู้หญิงเรื่องเยอะ ..
his dream
อีกหน่อยน่ะ ..
จากใจเลยค่ะ ...
วิเคราะห์ตนเอง
วันที่สามแล้วนะ
วันที่สอง .. ฉลองวันเกิด
วันแรก
ยอมแพ้
แต่งงานกันไหม?
แจ๊กพอต (ตา) แตก !!
what are your names??
...
น้ำตาซึม ..
dont be surprised ..
friday
014 เปลี่ยนชื่อ .. ชีวิตเปลี่ยน ?
013 ** สวดมนต์เสร็จได้ยินเสียง สวดมนต์ดังคลอๆ
012 ผู้เดียว
011 ไม่มีใครซักคน
010 ขอพรอย่างไรดี
009 อย่าคิดมาก
008 ขี้เกียจสิ สบายดีนะ
007 สำออย
006 ปัญญานำ
Kwang
p'Ple
Ploy
p'Ni
p'Dew






 

 

เช้านี้ ตื่นตั้งกะตีสามได้ (จะรีบไปไหน??)

ตีสี่นิดๆ เค้าเปิดไฟ ถึงเดินไปล้างหน้า แปรงฟัน

ใครๆ ทั้งคุณแม่สิริ ทั้งวิทยากร ต่างบอกว่า สามวันแรกจะทรมานมาก

วันนี้เราจึงสดชื่นกว่าปรกติ เพราะคิดว่า เอาน่ะ ผ่านวันนี้ไปได้ พรุ่งนี้ก็สบายละ ..

 

ขึ้นไปเดินจงกรม ทำวัตรเช้า สมาทานศีลแปด แผ่เมตตา ฟังธรรมบรรยาย

ทานข้าวเช้า พักครึ่งชั่วโมง ขึ้นไปเดินจงกรม (ขั้นที่สาม ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ)

อาการเซ็งเกิดขึ้นโดยฉับพลัน เดินไปก็นึกอยากกระโดดออกไปเซิ้งกระติ๊บที่หน้าแถวไป (คิดอย่างนี้จริงๆ) คือจิตมันสงบไม่ไหวแล้ว จะปฏิวัติแล้ว .. คิดวนอยู่อย่างนี้เกือบตลอดเวลาจนหมดบังลังก์ (น่าจะชั่วโมงเต็มๆ)

ต่อด้วยนั่งสมาธิ

คราวนี้นั่งๆอยู่ (หลับตา) เห็นมีก้อนอะไรเล็กๆดำๆลอยมาจากทางด้านบนขวา เราไม่สนใจอะไร แค่กำหนดว่า เห็นหนอ แต่ยังไม่ทันจะกลับมากำหนดการเคลื่อนไหวที่ท้อง ก้อนดำๆนั้นก็เคลื่อนเข้าใกล้ กลายเป็นคนศีรษะโตๆ นั่งสมาธิ หลังงุ้มๆ จิตรับรู้ ว่าเป็นหลวงปู่ทวด แต่เราแค่กำหนดเห็นหนอ และพยายามกลับมาโฟกัสที่ท้องต่อทันทีเลย

เพราะ นิมิตนั้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน เป็นสิ่งที่เป็นมงคล (เช่นพระ) หรือ อมงคล (เช่นผี ปีศาจ) ก็ตาม มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อการปฏิบัติทั้งสิ้น รังแต่จะทำให้เราหลงวนเวียน เฝ้าอยากรู้ อยากเห็น ทำให้การปฏิบัติล่าช้าลงไปอีก ตัดได้ จึงควรตัดเสีย .. เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เห็น คือนิมิต หรือจิตปรุงแต่ง ??

นั่งต่อจนครบเวลา ลงไปทานข้าวเที่ยง พักครึ่งชั่วโมง ขึ้นมาเดินจงกรม (สมาธิไม่ดีเลย สติหลุดเป็นอย่างมาก ขาสั่น จะล้มอยู่ตลอดเวลา) ต่อด้วยนั่งสมาธิ

คราวนี้ก็กลับไปโยกเยกอีก เราพยายามฝืนจนปวดหัว หัวตื้อไปหมด พอออกจากสมาธิแล้วจึงต้องหนีออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกห้อง ขณะที่เค้าเปิด VCD ธรรมบรรยายกันอยู่

สบโอกาสได้ถามวิทยากร ว่านั่งแล้วตัวโยก ฝืนจนปวดหัว จะทำอย่างไรดี

ท่าน (อายุเยอะแล้ว น่าจะ 70 กว่าแล้วน่ะ) จูงมือเราไปริมกำแพง บอกว่าให้นั่งให้ดูเลย แล้วท่านก็ลงมานั่งอยู่ข้างๆ ถามเราว่า รู้สึกถึงท้องพองยุบไหม

เราก็ตอบว่า รู้สึกว่า แต่มันเบา เพราะหนูหายใจเบา

โดนตีเบาๆที่ตัก (แบบเอ็นดูนะคะ เลยไม่หงุดหงิดอะไร) .. ท่านบอกว่า ให้จับความเคลื่อนไหวที่ท้อง ไม่ใช่ที่จมูก (เออเนอะ นั่นมันอานาปาณสตินี่หว่า) แต่มันก็ยากสำหรับเรา เพราะเราเป็นภูมิแพ้ เวลาหายใจในห้องแอร์มันก็แสบผนังจมูกอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วอ่ะ พอให้จับอาการหายใจ เราเลยไปจับที่จมูกซะมากกว่าที่ท้อง แต่เค้าให้ทำอะไร ก็พยายามทำตามที่เค้าบอก

ซักพักก็โยกเยกตามปกติ แล้วก็มีเสียงดังข้างๆหูว่า "อยากโยกหนอ อยากโยกหนอ" งงไปแป๊บนึง แล้วก็คิดตาม ซักแป๊บก็มีเสียง "ตั้งหนอ ตรงหนอ" แล้วก็ เออแฮะ ตัวเรากลับมาตั้งตรงได้เองด้วย ..

แล้วก็เลยไม่เข้าไปนั่งข้างใน ก็ตากลมเย็นๆอยู่ข้างนอก ตรงระเบียงนี่ล่ะ นั่งสมาธิต่อมั่ง นั่งพักมั่ง

 

จู่ๆก็มีความเข้าใจผุดขึ้นมา ... อ้อ วิปัสสนา มันต้องไปควบคู่ไปกับความมีสติ !! คือ ตามรู้ตามดูเฉยๆมันไม่ถูก ต้องมีสติคอยกำกับไม่ให้ดิ่งลึกลงไปในสมาธิมากเกินไปด้วย นี่ถึงจะเรียกว่าปฏิบัติได้ถูกต้อง...

พอรู้แล้วก็โล่งใจอย่างแรง

ได้เวลาทานข้าวเย็น เราไม่ทานเช่นเคย หนีไปอาบน้ำ

ออกมายังนั่งโอ้เอ้ ไม่ยอมขึ้นไปเดินจงกรม เพราะร่างกายล้าเหลือเกิน นึกถึงแต่รายการ the biggest loser ที่เค้าแข่งกันลดน้ำหนักน่ะ อันนั้นเค้าออกกำลังกายกันวันละ 13-14 ชั่วโมง ของเราก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่เลยนะ ปฏิบัติวันละ 12 ชั่วโมงเลยทีเดียวเชียว

นั่งทำใจอยู่นานพอสมควร ถึงได้เดินขึ้นไป ปรากฏว่าเค้าฟังธรรมบรรยายกันอยู่ ฟังง่าย เข้าใจง่ายด้วย แง่ววว แอบเสียใจเล็กๆว่าไม่ได้มาฟังตั้งแต่ต้น T^T

แล้วเหมือนเคราะซ้ำกรรมซัด .. ตั้งใจโดดเดินจงกรม กลับกลายเป็นว่า อดฟังธรรมะดีๆ แถมพอฟังจบ เค้าให้เดินจงกรมต่อทันทีอีก สมน้ำหน้าตัวเองจริงๆ .. ฮ่าๆ

เอ้า เดินก็เดิน มันจะล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ก็ให้มันล้มไป

 

สรุป ไม่ล้ม แต่ทรมานใช้ได้ .. เสร็จแล้วนั่งสมาธิ ต่อด้วยการฟังวิทยากรตอบคำถาม ประทับใจ และได้รับความแจ่มแจ้งมากมาย จึงขอนำมาบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ :

ทำไมต้องมีคำบริกรรม ท่อง "โน่นหนอ นี่หนอ นั่นหนอ" อยู่ได้

ยกตัวอย่างได้ดังนี้ .. ก่อนเดินจงกรม ต้องท่องเสียงยานคางว่า "อยากกกกก ยืนนนนนน หนออออออ" สามครั้ง  "ยืนนนนนนน หนอออออ" สามครั้ง เสร็จแล้วท่องต่อว่า "อยากกกกก เดินนนนนน หนอออออออ" อีก สามครั้ง แล้วจึงเริ่มเดิน

เดินสุดทาง ต้องหยุดท่อง "อยากกกกก กลับบบบบบ หนอออออ" (ที่เราแอบเติมคำว่า "บ้าน" ต่อท้ายขำๆเป็นประจำ) อีกสามรอบ แล้วจึงเคลื่อนเท้ากลับหลังหัน 8 เสต็ป รวมเป็น 16 ก้าว

จะไหว้พระ ก็ต้องท่อง "ยกหนอ มาหนอ พนมหนอ / ยกหนอ ถึงหนอ / ลงหนอ ถึงหนอ ก้มหนอ กราบบบ / เงยหนออออ" อีกสามรอบ แถมด้วย "ลงหนอ มาหนอ วางหนอ" อีกหนึ่งรอบต่อท้าย

จะนั่ง อันนี้เด็ดสุดละ "ถอยหนอ ลงหนอ ลง ลง ลง ถึงหนอ / ขยับหนอ ลงหนอ ลง ลง ถึงหนอ / ท้าวหนอ ขยับหนอ / ท้าวหนอ มาหนอ จับหนอ ถึงหนอ ยกหนอ วางหนออออ" อันนี้นั่งขัดสมาธินะคะ ยังไม่รวมถึงการเอามือมาซ้อนกันนะ -*-

จะกินข้าว ก็ต้องท่อง "ยกหนอ ไปหนอ ถึงหนอ ตักหนอ / ยกหนอ มาหนอ ถึงหนอ อ้าหนอ อมหนอ วางหนอ เคี้ยวหนอ กลืนหนอ" เป็นต้น

จะว่ากันไป นี่ก็เป็นข้อที่เราขัดใจที่สุด อย่างที่เคยเขียนไว้ในวันแรกนั่นแหละ วันนี้ได้รับความกระจ่างแล้วว่า นี่คือการฝึกจิตให้ตามรู้การเคลื่อนไหวของทั้งกายและจิต ว่าจิตเรานั้น เกิดและดับต่อเนื่องกันไป

อย่างการนั่ง เมื่อลงหนอ .. ถอยหนอก็ดับไป / เมื่อถึงหนอ ..ลงหนอก็ดับไป เป็นต้น

 

กริยา+หนอ = ดูอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย + ดูจิตว่าคิด หรือรับรู้อะไรอยู่

เช่น ยกหนอ = รู้ว่ากำลังยก และรับรู้ว่าสิ่งนั้นเย็น ร้อน อ่อน แข็งอย่างไร (ไม่ว่าจะถือของ หรือมือปล่าก็ตาม)

ยืนหนอ = รู้ว่าร่างนี้กำลังยืน และรับรู้ว่า พื้นที่เหยียบอยู่นั้น เย็น ร้อน อ่อน แข็งอย่างไร

 

หากเราไม่กำหนดด้วยคำพูด เราก็จะเผลอเห็นอากัปกิริยาเดียวต่อเนื่องกันไปโดยไม่เห็นการเกิดดับ

ซึ่งการเกิดดับ ก็คือ ไตรลักษณ์ อันเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป"

 

โอเค ได้ฟังคำอธิบายอย่างนี้ เราเลยไม่มีจิตอคติอีกต่อไป เพราะเข้าใจความแยบคาย/ความลึกซึ้งของคุณแม่สิริแล้ว (อยากกราบท่านงามๆอีกหลายๆครั้งจริงๆ) แต่ก็นะ .. ยังทำปากขมุบขมิบโดยไม่ออกเสียงเช่นเคย หิหิ

แล้วก็เลยได้ฉุกคิดเพิ่มเติมว่า เอ้อ ไอ้ที่เราอยากกระโดดออกไปเซิ้งเมื่อเช้า มันคือหนึ่งในนิวรณ์ ที่จะคอยมารบกวนการปฏิบัติ แถมยังเป็นเพราะเราไม่อยู่กับปัจจุบันนี่แหละ .. ไม่มีสติกำกับก็เป็นอย่างนี้เองหนออ

พูดถึงนิวรณ์ มีอยู่ห้าอย่างนะคะ เราเรียงลำดับไม่ถูกหรอก เพราะไม่ได้จดมา จำมาอย่างเดียว

๑. เห็นนิมิต

๒. ตัวโยก ตัวโน้มลง ตัวหงายไปข้างหลัง ตัวหมุนๆวนๆ

๓. อาการคันเหมือนมีแมลงไต่ อาการเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่ม

๔. อาการเบื่อ ง่วงเหงา หาวนอน

๕. เห็นแสงสว่างแวบๆ หรือเห็นแสงสีต่างๆ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละ จะทำให้การปฏิบัติ การพัฒนาจิตของเราล่าช้า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปใส่ใจ หรือเพ้อไปกับอาการต่างๆนี้ค่ะ

 

ซึ้งใจกับประโยคนี้ ...

"ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้ ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง"

ก็ขอให้คนที่ตั้งใจปฏิบัติอย่าหลงไปในทางที่ผิด ด้วยความเข้าใจอะไรผิดๆเลย สาธุ สาธุ สาธุ

ปล. พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระเจ้า คือ ไม่ใช่ god แต่เป็น the enlightmented one ซึ่งแปลว่า "ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง" คือเป็นมนุษย์ธรรมดา ที่เรียนรู้จนสอนตนเองให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

 

ความพ้นทุกข์ คือ นิพพาน .. นิพพาน คือการดับสูญ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสังสารอีก

เพราะฉะนั้น จึงแปลว่า ดวงจิตของพระพุทธเจ้าท่านได้ดับสูญไปกว่า 2,500 ปีแล้ว ไม่ต้องไปตามหา ไม่ต้องไปหาทางเข้าเฝ้า เพราะไม่มีทางเจอ แม้เราจะได้นิพพานเสียเอง ก็ไม่มีทางได้ไปพบท่าน เพราะท่านดับสูญไปแล้ว ตามกฏไตรลักษณ์ที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ...

ดีใจที่ตัวเองเข้าใจถูกมาตั้งแต่ต้น

แต่ก็เข้าใจเช่นกัน ว่า พระธรรมคำสั่งสอนนั้น มีมาเป็นพันๆปี ก็คงต้องมีการตีความแปลกแยกออกไปบ้าง จะไม่ฟันธงล่ะนะ ว่าใครผิด ใครถูก แต่เราใช้ปัญญาเท่าที่มีมาวิเคราะห์แล้ว และพอใจที่จะเชื่ออย่างนี้ และเราก็จะเดินในทางสายนี้

หากมีใครพอใจที่จะเชื่อเป็นอื่น เราคงไม่ไปคัดค้านอะไรเช่นกัน เพราะเชื่อว่า คนเหล่านั้นก็พิจารณาแล้ว วิเคราะห์แล้ว จึงได้เชื่อเป็นเช่นนั้น

ทุกคนล้วนมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด...
ในการที่จะปฏิบัติธรรม...
และในการที่จะได้รับผลประโยชน์แห่งธรรมอันเหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมของตน...

เหตุเพราะ...
ธรรมะของพระพุทธเจ้า...

ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชังในการให้ผล...
ผู้ใดพึงทำพึงปฏิบัติ...ผู้นั้นพึงจะได้รับผล
กล่าวคือ...ใครทำ ใครได้...

ใครไม่ทำ ก็ไม่ได้....ยุติธรรมที่สุด
จะปฏิบัติเช่นไร ก็ตามแต่จริตของแต่ละบุคคล...
เพราะ....พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย...
ทรงชี้ทาง...ทรงแนะนำเหตุและผลไว้ให้แล้ว...

นิพพาน ไม่ใช่ของเฉพาะสำหรับคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้ชายหรือผู้หญิง....ไม่เฉพาะสำหรับพระภิกษุหรือฆราวาส.....ศีล ๕ ก็ปฏิบัติเพื่อไปนิพพานได้ ไม่ใช่แค่ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือ ศีล ๒๒๗ ข้อ

 

     Share

<< วันที่สอง .. ฉลองวันเกิดวิเคราะห์ตนเอง >>

Posted on Tue 13 Apr 2010 23:56
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh