กระจกส่องใจ
ผู้หญิงเรื่องเยอะ ..
his dream
อีกหน่อยน่ะ ..
จากใจเลยค่ะ ...
วิเคราะห์ตนเอง
วันที่สามแล้วนะ
วันที่สอง .. ฉลองวันเกิด
วันแรก
ยอมแพ้
แต่งงานกันไหม?
แจ๊กพอต (ตา) แตก !!
what are your names??
...
น้ำตาซึม ..
dont be surprised ..
friday
014 เปลี่ยนชื่อ .. ชีวิตเปลี่ยน ?
013 ** สวดมนต์เสร็จได้ยินเสียง สวดมนต์ดังคลอๆ
012 ผู้เดียว
011 ไม่มีใครซักคน
010 ขอพรอย่างไรดี
009 อย่าคิดมาก
008 ขี้เกียจสิ สบายดีนะ
Kwang
p'Ple
Ploy
p'Ni
p'Dew






 

 

ถึงพี่นิ ที่รักยิ่ง

ขอโทษ หากข้อความของนุ่น ทำให้พี่นิเสียใจ

และขอบคุณที่เข้าใจ และไม่โกรธกัน

นุ่นเขียนแรง นุ่นรู้ตัว

แต่นุ่นจริงใจนะคะ ไม่มีเฟค

 

ไม่ได้เขียนด้วยความโกรธแต่อย่างใด

... แค่อยากให้เคลียร์น่ะค่ะ

 

เพราะที่ผ่านมา เหมือนไม่เคย express อย่างจริงจัง

ว่านุ่นเป็นคนไม่ค่อยอยากได้อยากมีอะไรจริงๆนะ

ทั้งชีวิต เห็นชัดๆอยู่แค่สองอยาก

คือ อยากเที่ยว และอยากกินนี่แหละ

 

บางทีนุ่นก็คิดว่า

จะสนใจไปทำไม ว่านิพพานคืออะไร

ไม่มีใครให้คำตอบได้จริงๆ หรอก เพราะมันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก

ใครมีจริตอย่างไร อยากเชื่ออย่างไร ก็ทำไปตามนั้น

 

คือ แม้แต่นิพพาน นุ่นก็ยังไม่อยากมี ไม่อยากเป็นน่ะค่ะ

 

แค่ทำปัจจุบันให้ดี แค่นั้นก็พอแล้ว ...

 

เพราะถ้าอดีตดี ปัจจุบันดี

ก็คงเดาอนาคตได้ไม่ยาก

 

บางครั้ง บอกตรงๆว่าพาล คิดไปโน่น

ว่าเรื่องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าน่ะ .. จะเข้าเฝ้าไปเพื่ออะไร?

 

ถ้าหวังได้บุญ มันก็คือความโลภ

เอาเข้าจริง แค่คิดอยากไปเข้าเฝ้า มันก็คือความโลภแล้วล่ะ ...

 

แล้วถ้าอยากได้บุญ ทำไมไม่ทำเอง ไม่ขวนขวายเอง

ทำไมจะต้องไปหา ไปพึ่งพาจากแหล่งอื่น?

 

เพราะฉะนั้น นุ่นจึงเลือกที่จะเชื่อไปในอีกทาง ...

เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองมากกว่า

ดูเหมือนมีกิเลสน้อยกว่า ก็เท่านั้น

 

แต่นุ่นก็ไม่คิดจะไปค้าน หรือไปหว่านล้อมใครให้คล้อยตาม

เพราะนุ่นก็ไม่รู้ ว่าแท้จริง นิพพานคืออย่างไรแน่

ไม่เคยเจอเองนี่คะ ... มีแต่ “ฟังเขาว่า” มาทั้งนั้น

 

เรื่องอื่นๆ เช่นฌานต่างๆ นิมิตต่างๆ ก็อีกแหละ

นุ่นไม่สนใจจริงๆค่ะ เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวนุ่น

ไม่ได้คิดว่า โอ้ วันนี้ชั้นได้ถึงขั้นนี้แล้วนะ ต้องพยายามขึ้นอีก

จะได้ไปขั้นสูงกว่านี้ ... จะได้นั่น ได้นี่

 

ก็คนมันไม่อยากได้น่ะ

 

เห็นไปเพื่ออะไร? มโนยมฯไปเพื่ออะไร?

มันไม่มีความจำเป็นกับชีวิตน่ะค่ะ

 

ทุกวันนี้ ชีวิตนุ่นดีพออยู่แล้ว

โดยที่ไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้

 

แต่นุ่นก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกเช่นกัน

ถ้าใครจะมุ่งไปในทางนี้

หรือจะซาบซึ้ง อิ่มเอิบไปกับประสบการณ์นี้

 

เนี่ยแหละค่ะ ความคิดนุ่น ที่ยังไม่เคย express ออกมา

 

อ่านคอมเมนต์พี่นิวันนี้แล้ว

ก็ได้รู้ว่า เนื้อแท้พี่นิเป็นคนดีมากเลยนะคะ

ที่อ่านแล้วไม่มีโทสะมาเจือปน ไม่แสดงอาการโกรธให้เห็นแม้แต่นิด

แถมยังน้อมรับ ด้วยใจที่ไม่มีทิฏฐิอีกตะหาก

ก็ขอแสดงความยินดีในความก้าวหน้าทางธรรมของพี่นิด้วยนะคะ ^^

 

นุ่นไม่ได้บอกว่านุ่นถูกนะคะ

นุ่นแค่อยากบอกว่า นุ่นคิดอย่างนี้น่ะ

 

เราก็รู้จักกันมานานเหลือเกินแล้ว

จะให้เลิกคบกันเพราะเรื่องนี้ ก็ดูกระไรอยู่

ความคิดแตกต่าง ไม่จำเป็นต้องแตกแยกนะคะ

จุ๊บๆ          

 

+++

ว่าแล้วก็ขอเลยไปเรื่องที่ได้ไปเรียนรู้ตามความเข้าใจของตัวเองมาอีกซักหน่อยดีกว่า

จะเขียนตั้งแต่ออกมาใหม่ๆแระ ไม่มีอารมณ์ซักที ..

ว่าด้วยเรื่องของสมถะ และวิปัสสนา

 

แต่ก่อนแต่ไร เราเข้าใจมาตลอดว่า การนั่งสมาธิ คือนั่งให้ใจสงบ

พอจิตมันเผลอไปคิด ก็บังคับให้มันกลับมานิ่ง

พอขาปวด ก็นั่งทนมันเข้าไปอย่างงั้นแหละ

 

มาเรียนรู้ทีหลังว่า ลำพังแค่นั้น มันเรียกว่า สมถะ

คือการบังคับให้นิ่ง ให้ว่าง

 

การทำสมถะนั้น จึงเป็นการเพ่งเพื่อกดกิเลส

ไม่ใช่การละเว้น หรือปล่อยวางที่แท้จริง

คือ กิเลสยังคงอยู่ เพียงแต่เราไปกดไว้ไม่ให้มันแสดงตนเท่านั้น

(เช่น จิตใจขุ่นมัว แต่แสดงออกว่า ไม่มีอะไร)

 

เสมือนการเอาก้อนหินไปทับหญ้า

เอาก้อนหินออก หญ้าก็โตขึ้นมาเหมือนเดิม

 

ไม่ได้เรียนรู้การเป็นไปของธรรมชาติเหมือนวิปัสสนา

(เช่น โกรธ ก็ให้รู้ว่าโกรธ .. เห็นความโกรธเกิดขึ้น และดับไปเอง)

 

แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เพราะ ถ้าเราคุ้นชินกับการทำสมถะแล้ว

จิตจะน้อมนำไปสู่สมาธิได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น

 

สรุป การนั่งสมาธิ ต้องทำทั้งสมถะ และวิปัสสนาควบคู่กันไป

จึงจะได้ผลดี เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ปฏิบัติเอง

เอวังด้วยประการฉะนี้ ......

 

 

     Share

<< วิเคราะห์ตนเองอีกหน่อยน่ะ .. >>

Posted on Thu 22 Apr 2010 23:33
ขอบคุณนะนุ่น

เช้านี้ พี่บอกได้เลยว่าพี่ไม่กล้าเข้ามาอ่านไดอารี่นี้ พี่ไม่รู้ว่าพี่จะเจออะไรที่อาจจะทำให้พี่รู้สึกเสียใจอะไรอีกเปล่า
แต่พี่ก็เปิดเข้ามาเหมือนเดิม

ได้อ่านแล้วน้ำตาคลอเลย

เมื่อคืนพี่นอนไม่หลับอ่ะ
นอนน้ำตาไหลไปเรื่อย ๆ
แต่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร

คิดไปถึงตัวเองสมัยก่อน ที่เคยไปว่าใครต่อใคร เชื่อมั้ยว่า คำพูดทุกคำที่นุ่นแสดงออกมา พี่ก็เคยพูดกับคนอื่น ว่าพี่ก็เป็นแบบนี้ ทำไมจะต้องพยายามมาเปลี่ยนแปลงเรา เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่วันนี้ พี่กลับมาแสดงอาการแบบนี้ซะเอง

อย่างแรก คงต้องกลับไปขอโทษเพื่อน ๆ ที่พี่เคยตัดสัมพันธ์เพราะเค้าตื๊อขายประกันให้พี่ พี่เลิกคบเพราะแค่อคติคนทีทำงานแบบนี้
แต่จริง ๆ พี่ลืมนึกไป ว่าพี่กับเค้าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน เค้าไม่เคยทิ้งพี่ในวันที่พี่เป็นทุกข์

นั่งฟังพี่ระบายทางโทรศํพท์ยาวนาน

พี่ขอโทษจากใจจริงนะคะนุ่น
การวิเคราะห์ของนุ่นทำให้พี่ต้องกลับมาดูตัวเอง ว่าพี่ยึดติดมากไป หลงระเริงมากไป คิดว่าสิ่งที่พี่คิดมันถูกต้องแล้ว แถมบางทีก็คิดว่าเราสะอาดบริสุทธิ์ใจกว่าคนอื่น
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทุกอย่างก็ต่างกันแค่ประสบการณ์และความเห็น
เหมือนเสื้อเหลืองเสื้อแดงที่มีเหตุผลที่ดีด้วยกันทั้งคู่ แต่พลาดตรงที่ไม่มีใครยอมมองข้อผิดพลาดของตัวเอง (อย่างที่พี่เป็นอยู่มาเสมอ)

พี่ขอบคุณนุ่นจริง ๆ นะ สำหรับคำว่า "เราก็รู้จักกันมานานเหลือเกินแล้ว

จะให้เลิกคบกันเพราะเรื่องนี้ ก็ดูกระไรอยู่

ความคิดแตกต่าง ไม่จำเป็นต้องแตกแยกนะคะ"

พี่อ่านแล้วดีใจมาก เพราะพี่หลงรักกรใช้ชีวิตและความคิดของนุ่นมานานหลายปีเหลือเกิน

ขอแค่นุ่นไม่โกรธแล้วยังให้มิตรภาพดีดีแบบนี้กับพี่อยู่ ก็โอเคแล้ว

แล้วก็ขอบคุณสำหรับคำอธิบาย
ซึ่งทำให้พี่เห็นนุ่นในมุมที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
ยอมรับเลยว่าที่ผ่านมาพี่ใจแคบไปเอง
ไม่เปิดใจรับฟังแนวความคิดของนุ่น
ไม่ทันไรก็ชิงเอาความคิดตัวเองที่ปรุงแต่งขึ้นมาไปสอนนุ่น

พี่ขอโทษอีกทีนะคะ
พี่นิ   
Fri 23 Apr 2010 8:19 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh